ประวัติความมาดนตรีคลาสสิกยุโรปยุคกลาง

history-middle-ages-classical-music

ยุคกลาง หรือ Middle Ages เริ่มในปี ค.ศ. 400 – 1400 ในยุคกลางนี้โบสถ์เปรียบเสมือนศูนย์กลางของศิลปะวิทยาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี , ศิลปะ , การศึกษา , การเมือง วิวัฒนาการทางด้านดนตรีของทางฝั่งตะวันตกเกิดขึ้นควบคู่ไปกับศาสนา โดยเกิดจากการผสมผสานระหว่างดนตรีโรมันในยุคโบราณกับดนตรีของยิวโบราณ เพลงทั้งยุคนั้นก็แต่งเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการนำคำสอนจากพระคัมภีร์มาใส่ทำนองเข้าไป เพื่อให้ประชาชนทั้งหลายเกิดความซาบซึ้ง รวมทั้งก่อให้เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าในศาสนา ในยุคนี้ไม่ได้แต่งเพื่อหาความไพเราะ หรือหาความสนุกสนาน ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์ได้แพร่คำสอนกระจายออกไปทั่วโลก เพลงที่ใช้ร้องในพิธีของศาสนาคริสต์ก็แตกแขนงออกไปตามภูมิภาคและเชื้อชาตินั้นๆ เมื่อคริสต์ศาสนาเติบโตรวมทั้งมีความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่นมากขึ้น จึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการขับร้องเพลงสวด ที่เรียกว่า Chant และหลักเกณฑ์นี้ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้นำของศาสนาคริสต์ อย่าง Pope Gregory the Great พระผู้นำศาสนาในยุคนั้น เป็นคนที่คอยเก็บรวบรวมบทสวดต่างๆที่มีอยู่ จัดให้เป็นระเบียบ แยกหมวดหมู่อย่างถูกต้อง และได้การเปลี่ยนภาษาจากกรีกให้เป็นละติน รวมทั้งเขียนลำดับของเพลงสวด เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตามให้เหมือนกันหมด ซึ่งบทสวดนี้ในศาสนาคริสต์นิกาย Roman Catholic ก็ยังนำมาใช้อยู่จนปัจจุบัน โดย Chant เป็นเพลงที่มีแต่ทำนอง ปราศจากการประสานเสียง ไม่มีจังหวะ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความรสนิยมของนักร้อง ต่อมาเพลงประเภทนี้ถูกเรียกว่า Monophony

การพัฒนาครั้งสำคัญที่สุดของยุคกลาง เกิดขึ้นตอนปลายยุคกลาง คริสต์ศตวรรษที่ 9 คือ เกิดแนวร้องเพิ่มขึ้นมาอีกแนวหนึ่ง คือร้องให้เป็นแบบคู่ไปกับทำนองหลัก วิธีการเขียนเพลงประเภทนี้เรียกว่า Organum จากจุดเริ่มนี้เองที่ทำให้ดนตรีสากลเกิดการพัฒนาขึ้น หลังจากนั้นก็ได้เพิ่มเสียงจาก 2แนว , เป็น 3 แนว , 4แนว จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแค่เสียงเดียว ได้พัฒนากลายเป็นเพลงหลายแนวหรือเรียกว่า Polyphony

ช่วงตอนปลายของยุคกลางได้มีการกำเนิดของดนตรีนอกศาสนาขึ้นมา มีกลุ่มนักดนตรีเร่ร่อนเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ และเปิดการแสดงต่างๆ เช่น เล่านิทานจำพวกการต่อสู้ของนักรบ หรือ เล่นดนตรีควบคู่กับการแสดงมายากล , แสดงกายกรรม , แสดงการต้นระบำต่างๆ จุดประสงค์หลักคือการมอบความบันเทิงให้กับผู้คน นักดนตรีเร่ร่อนเหล่านี้มีมากมายและตัวอยู๋ทั่วยุโรป มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Jonglour , Minstrel , Trouveres เป็นต้น โดยนักดนตรีเร่ร่อนบางกลุ่มมีหน้าที่บรรเลงเพลงในราชวัง เพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับชนชั้นสูงอีกด้วย